กลุ่มที่ 2 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับปรัชญา (ตะวันตก-ตะวันออก)
1.ความหมายของปรัชญา
1.1ความหมายของปรัชญาตามรูปศัพท์
คำว่าปรัชญาเป็นภาษาไทยที่แปลมาจากภาษาอังกฤษว่า Philosophy ซึ่งมีรากศัพท์มาจากภาษากรีกว่า Philosophia มาจากคำ Philo ซึ่งหมายถึง to love แปลว่า รัก กับ Sophia หมายถึง Wisdom แปลว่า ปัญญา ความฉลาด ความปราดเปรื่อง รวมความแล้ว หมายถึง love of Wis dom หรือความรักในความรู้นั่นเอง
คำว่า ปรัชญา ตามความหมายในภาษาไทยนั้นเป็นคำที่พระเจ้าวรวงศ์เธอกรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ทรงบัญญัติขึ้นเพื่อใช้แทนคำภาษาอังกฤษว่า Philosophy ตรงกับภาษาบาลีว่า ปัญญา หมายถึง ความปราดเปริ่องหรือความรู้อย่างลึกซึ้ง และคำว่า ปรัชญา เป็นคำบาลีสันสกฤต มาจาก ปร หมายถึง พิเศษ ประเสริฐ กับ ชญา หทายถึง รู้ ดังนั้นคำว่าปรัชญาจึงหมายถึง ความรู้พิเศษที่ไม่มีจุดสิ้นสุดไม่มีอวสานแห่งความรู้ในสรรพสิ่งทั่วไปอันเป็นความรู้อันประเสริฐอย่างแท้จริง
1.2 ความหมายของปรัชญาตามทัศนะของนักปรัชญา
คำว่า ปรัชญา ได้มีผู้ให้คำนิยามไว้แตกต่างกันมากมายตามทัศนะของแต่ละบุคคล ดังนี้
วิลเลี่ยม อี ฮอกกิง (William E. Hocking) ได้สรุปความหมายของปรัชญาไว้ว่า ปรัชญาเป็นเรื่องของเหตุผลที่กว้างขวางออกไปเท่าที่จะเป็นไปได้ ปรัชญาเป็นเรื่องที่ต้องรู้ว่าอะไรพิสูจน์ได้และพิสูจน์ไม่ได้ และปรัชญาเป็นเรื่องที่จะชี้ให้เห็นถึงขอบเขตของความรู้
จอร์จ เอฟ เนลเลอร์ (George F. Kneller) กล่าวไว้ว่า ปรัชญาคือ แนวคิดที่เชื่อว่าดีที่สุด ซึ่งจะได้จากการคิดวิเคราะห์อย่างลึกซึ้งที่จะนำมาเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิตของบุคคล
คริสโตเฟอร์ เจ ลูกัส (Christophre J. Lucas) อธิบายว่า ปรัชญาคือทัศนคติของบุคคลต่อชีวิตและจักรวาล เป็นกลุ่มของปัญหาและทฤษฎีในการแก้ปัญหาเหล่านั้น และเป็นความพยายามที่จะหาคำตอบจากสิ่งทั้งหมด
คาร์เตอร์ วี กู๊ด (Carter V. Good) อธิบายว่า ปรัชญา คือศาสตร์ที่มีวัตถุประสงค์ในการที่จะจัดหมวดหมู่ของความรู้ เพื่อนำมาใช้เป็นเครื่องมือในการอธิบายข้อเท็จจริงต่างๆ ให้เข้าใจซึ่งศาสตร์เหล่านั้น ประกอบด้วย ตรรกวิทยา จริยศาสตร์ สุนทรียศาสตร์ และศาสตร์ที่ว่าด้วยเรื่องความรู้ของมนุษย์
จำนงค์ ทองประเสริฐ ได้ให้ความหมายของปรัชญาว่า ปรัชญา คือความคิดเห็นโดยที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ แต่ถ้าพิสูจน์ได้ชัดเจนแน่นอนแล้วจะจัดว่าเป็นศาสตร์
ภิญโญ สาธร ได้ให้ความหมายของปรัชญาว่า ปรัชญา คือศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้ทั้งปวงของมนุษย์ จึงเน้นที่ปรากฏการณ์ที่เป็นจริง สัจธรรม และสุนทรียภาพที่ประกอบด้วย ตรรกวิทยา ศีลธรรม จริยธรรม ค่านิยมและพฤติกรรมของมนุษย์
2. ลักษณะของวิชาปรัชญา
ปรัชญา เป็นวิชาที่กว้างที่สุดและเกี่ยวข้องกับการค้นคว้าทุกอย่างของมนุษย์ ไม่ว่าเป็นการค้นคว้าทุกอย่างของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นการค้นคว้าทางศีลธรรม วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ ศาสนา ประวัติศาสตร์ หรือศิลปะก็ตาม เพราะวิชาการทั้งหลายนั้นย่อมจะแตกสาขาออกไปจากปรัชญาทั้งสิ้น
3. การกำเนิดปรัชญา
บ่อเกิดของปรัชญาแต่ละยุคนั้นไม่เหมือนกัน ทั้งนี้เพราะภาวการณ์ที่นักคิดมีประสบการณ์ในแต่ละยุคนั้นแตกต่างกัน
1.ปรัชญาสมัยโบราณ หรือยุคปรัชญากรีซ อันเป็นยุคเริ่มต้นของปรัชญาตะวันตก บ่อเกิดของปรัชญาคือ ความประหลาดใจและความอยากรู้อยากเห็น เช่น ธาเลส บิดาของปรัชญาตะวันตกมีความประหลาดใจต่อปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ จึงเกิดปัญหาขึ้นมาว่า ธรรมชาติอันแท้จริงของโลกนี้ คืออะไร มันกลายมาเป็นโลกอย่างที่เราเห็นได้อย่างไร จึงพยายามคิดค้นหาคำตอบว่าจักรวาลหรือเอกภพนี้มาจากน้ำและนักคิดคนต่อๆมาก็พยายามคิดและได้คำตอบต่างๆกัน
2.ปรัชญาสมัยกลาง เกิดจากการนำเอาปรัชญากรีกมาผสมผสานกับคำสอนในศาสนา นักคิดส่วนมากในยุคนี้เป็นนักบวชในคริสตศาสนาสำนักต่างๆ ซึ่งได้พยายามสร้างปรัชญาขึ้นมาเพื่อรับใช้และปกป้องศาสนา โดยการนำอาปรัชญากรีกโบราณมาอธิบายศาสนาหรือเอามาตีความใหม่ให้เข้ากับวัตถุประสงค์ของศาสนา ปรัชญาในยุคนี้จึงเป็นการผสมผสานกันระหว่างความคิดทางปรัชญากับความคิดทางศาสนา
3.ปรัชญาสมัยใหม่ เริ่มต้นจากการสงสัย เรเน เดคาร์ต ผู้ให้กำเนิดปรัชญาสมัยใหม่ เริ่มคิดปรัชญาของเขาด้วยความสงสัย คือ เขาคิดว่าประสบการณ์การคิดหาเหตุผล ล้วนเป็นสิ่งที่น่าสงสัย เขาถือว่าการสงสัยคือการคิด การคิดคือการมีอยู่เพราะฉะนั้น เคดาร์ต จึงสรุปว่า ข้าพเจ้าคิด เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงมีอยู่ ฉะนั้นความมีอยู่ของตัวเองจึงเป็นสิ่งที่ไม่น่าสงสัย เคดาร์ตจึงเริ่มปรัชญาของเขาด้วยการสงสัยทั่วไป
4.ปรัชญาสมัยปัจจุบัน เกิดจากการวิจารณ์ปรัชญาสมัยปัจจุบันส่วนมากคัดค้านอภิปรัชญา แต่เน้นหนักในทางการวิเคราะห์ภาษา ในขณะเดียวกันมีความสงสัยไม่แน่ใจต่อการสร้างระบบปรัชญาด้วย ปรัชญาปัจจุบันเน้นการศึ กษาเพื่อแสวงหาความเข้าใจอย่างแจ่มแจ้งในเรื่องของชีวิต ความหมาย และจุดมุ่งหมายปลายทางของชีวิตเป็นสำคัญ
4.ประโยชน์ของวิชาปรัชญา
วิชาปรัชญามีอิทธิพลต่อการชีวิตมนุษย์ทั้งในฐานะส่วนตัวและสังคม ดังนั้นเมื่อเราศึกษาวิชาปรัชญาแล้วจะเห็นได้ว่าปรัชญานั้นมีประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์และสังคมอย่างยิ่ง ดังนี้
1.ปรัชญาประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์ส่วนบุคคล
การศึกษาวิชาปรัชญานั้นจะทำให้เราสามารถมองปัญหาต่างๆได้ดี ในขณะเดียวกันเราสามารถกำหนดแนวทางแห่งการดำเนินชีวิตของตนเองได้ นั่นคือเราได้ตั้งจุดหมายแห่งชีวิตของตนเพื่อเพื่อเดินไปสู่จุดมุ่งหมายจะส่งผลให้ประสบความสำเร็จในชีวิต
2.ปรัชญามีประโยชน์ติอมนุษย์ในการกำหนดพฤติกรรมต่อคนอื่น
การศึกษาวิชาปรัชญาจะทำให้เราสามารถทราบเข้าใจความแตกต่างระหว่างบุคคลในสังคมได้ดีและในขณะเดียวกันเราก็จะรู้จักการกำหนดแนวทางที่พึงปฏิบัติต่อเพื่อนมนุษย์ในสังคมนั้นๆ
3.ปรัชญามีประโยชน์ต่อชีวิตในสังคม
การศึกษาวิชาปรัชญาจะทำให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ต่างๆทางสังคมได้ดี เนื่องจากมนุษย์เป็นสัตว์สังคม วิชาปรัชญาจะบอกถึงหน้าที่ที่มนุษย์ในสังคมพึงกระทำต่อกันและชี้ถึงความสำคัญของความสัมพันธ์ที่สังคมนั้นๆจะพึงมีต่อสังคมอื่นๆ
4.ปรัชญามีประโยชน์ต่อการเมือง
การศึกษาวิชาปรัชญาโดยเฉพาะปรัชญาทางการเมืองจะทำให้มีความรู้ความเข้าใจในระบบการปกครองต่างๆได้ดีและสามารถกำหนดแนวทางของการมีส่วนร่วมในด้านการเมืองของตน
5.ปรัชญามีประโยชน์ต่อเศรษฐกิจ
เราทุกคนต้องจะหารายได้เพื่อเลี้ยงชีพของตนเอง การศึกษาวิชาปรัชญาจะทำให้เรากำหนดแนวทางได้ว่าเราทำงานที่มีลักษณะอย่างไร และหารายไดอย่างไรจึงจะมีความสุขในขณะเดียวกันปรัชญาจะชี้ให้เรากำหนดได้ว่าจากรายได้ของเรานั้น เราควรจะใช้จ่ายอย่างไรจึงจะเหมาะแก่การดำเนินชีวิตของตน
6.ปรัชญามีประโยชน์ต่อวัฒนธรรม
ปรัชญาของนักปรัชญาเมธีชาติหนึ่งๆ ย่อมจะเป็นข้อบ่งชี้ถึงความเจริญก้าวหน้าทางวัฒนธรรมองชาตินั้นๆด้วยปรัชญาจึงมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมในทุกๆด้าน อาร์ซี เจ บาย กล่าวไว้ว่า “ถ้าไม่มีปรัชญา ก็อาจจะไม่มีอารยธรรมได้ ฯลฯ” ความเจริญก้าวหน้าทางปรัชญาจะเป็นเครื่องแสดงความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมให้ปรากฏและเมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วจะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวัฒนธรรมให้ปรากฏและเมื่อเราเข้าใจเช่นนี้แล้วจะก่อให้เกิดความยินดีและความภาคภูมิใจในชาติของตน
7.ปรัชญามีประโยชน์ต่อการศึกษาและเกิดวิชาความรู้
การศึกษาวิชาปรัชญา นอกจากจะทำให้เราเข้าใจถึงเนื้อหาของปรัชญานั้นๆ แล้วยังทำให้เราเกิดความรู้ความเข้าใจในศาสตร์ต่างๆ ไว้ในตัวปรัชญาเอง เมื่อเข้าใจถึงปรัชญาจะทำให้ผู้ศึกษาเข้าใจถึงสาระสำคัญของศาสตร์อื่นๆบางส่วนด้วย มีผู้กล่าวว่า “ ถ้าไม่มีปรัชญาแล้วศาสตร์อื่นๆ ก็เกิดขึ้นไม่ได้ ”
5.ขอบข่ายของปรัชญา
วิชาปรัชญาเป็นวิชาที่มีขอบข่ายกว้างขวางมากได้มีผุ้รู้และผู้ศึกษาปรัชญาอย่างลึกซึ่งได้กำหนดขอบข่ายของปรัชญาไว้หลายชนิด และแตกต่างกันออกไปในสมัยปัจจุบัน ปรัชญาตะวันตกแบ่งออกเป็นสาขาใหญ่ๆ 5 ด้วยกัน คือ
1.อภิปรัชญา (Metaphysics) ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวข้องกับปัญหาทั่วๆไปในเรื่องสัจธรรม มนุษย์ โลก และพระเจ้า อภิปรัชญานั้นศึกษา 3 ด้าน ดังนี้
(1).อภิปรัชญาว่าด้วยธรรมชาติ เป็นการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกันสสาร กาล อวกาศ ชีวิต วิวัฒนาการ ระบบจักรกลของเอกภพและความเป็นเหตุเป็นผล
(2).อภิปรัชญาด้วยจิตวิญญาณ เป็นการสืบค้นถึงกำเนิด วิญญาณ จุดหมายปลายทาง และความสัมพันธ์ระหว่างกายกับจิตวิญญาณ
(3).อภิปรัชญาว่าด้วยพระเจ้า ศึกษาถึงธรรมชาติ และคุณลักษณะของพระเจ้าความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับวิญญาณทั้งปวง
นอกจากนี้อภิปรัชญายังถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ภววิทยา(Ontology)ทฤษฎีที่ว่าด้วยความมีอยู่ พยายามสืบค้นหาความมีอยู่จริงของสรรพสิ่ง
2.ญาณวิทยา (Epistemology) หรือศาสตร์ที่ว่าด้วยความรู้ ศึกษาค้นคว้าถึงธรรมชาติแห่งความรู้ของมนุษย์ ความรู้ของมนุษย์เกิดขึ้นได้อย่างไร และความรู้นี้จะสามารถเข้าถึงสัจธรรมหรือไม่เพียงไร
3.ตรรกศาสตร์ (Logic) ศึกษาเกี่ยวกับกฎเกณฑ์ในการใช้เหตุผลที่สมบูรณ์ และปัญหาอื่นๆที่สมารถสรุปได้ด้วยเหตุผล
4.จริยศาสตร์ (Ethics) ศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปัญหาทางศีลธรรมหามาตรฐานในการตัดสินความถูกและผิดซึ่งเกี่ยวกับความประพฤติของมนุษย์และจุดมุ่งหมายอันประเสริฐสุดของชีวิตและศึกษาปัญหาสำคัญอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับระบบศีลธรรม เช่น ระบบศีลธรรมเป็นอย่างไร เป็นต้น
5. สุนทรียศาสตร์ (Aesthetics) ศาสตร์ว่าด้วยปัญหาเกี่ยวกับความงามและการตัดสินคุณค่าของความงามความงามเกิดจากจิตหรือเกิดจากวัตถุ นอกจากนั้นเราเรียกทฤษฎีที่ว่าด้วยคุณค่าว่า “คุณวิทยา” หรือ “อรรฆศาสตร์” (Axiology) ซึ่งเป็นศาสตร์ที่แยกไปกล่าวถึงปัญหาเกี่ยวกับคุณค่า (Values) และการตัดสินใจคุณค่า
6.ความสัมพันธ์ระหว่างปรัชญากับศาสตร์ต่างๆ
ปรัชญากับเทววิทยา
เทววิทยาเป็นศาสตร์ของศาสนาสายหนึ่งที่มุ่งศึกษาและค้นคว้าเกี่ยวกับสภาวะของพระผู้เป็นเจ้ากับมนุษย์และเอกภพทั้งหมด ปรัชญาอภิปรัชญายอมรับความเป็นจริงเกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรง พระผู้เป็นเจ้าในลักษณะของเทววิทยานั้นเป็นผู้สร้าง และทำลายโลก แนวคิดความเชื่อของฮินดู ยิว คริสเตียน
ปรัชญากับศาสนา
ปรัชญาอยู่บนพื้นฐานทางศาสนา นักปรัชญาเมธีตะวันออกเป็นทั้งนักปรัชญาและผู้ก่อตั้งศาสนาในขณะเดียวกัน ดั่งนั้นเมื่อจะสอนคนอื่นจึงจะต้องทำตัวเป็นตัวอย่างตามหลักธรรมคำสอนของตนเองด้วย ความจริงทางปรัชญาจึงสัมพันธ์กับความจริงทางศาสนาและทั้งสองนี้มีผลเกื้อกูลซึ่งกันและกัน
ปรัชญากับวิทยาศาสตร์
ปรัชญาเป็นแนวคิดพื้นฐานของวิทยาศาสตร์ ปรัชญากับวิทยาศาสตร์ในบางส่วนศึกษาในเรื่องเดียวกัน เช่น สสาร เป็นความรู้ที่มีเหตุผล และเป็นระบบกล่าคือปรัชญานำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาจัดระเบียบให้เป็นระบบ เพื่อหาเหตุผลตามหลักตรรกวิทยา ส่วนวิทยาศาสตร์อาศัยปรัชญาเพื่อพิสูจน์ความสมเหตุสมผลของสมมติฐานทางวิทยาศาสตร์
7. วิวัฒนาการของปรัชญา
7.1 ปรัชญาตะวันออก
ปรัชญาตะวันออกเกิดขึ้นมาในความเป็นศาสนา ซึ่งจะมีความเกี่ยวข้องกันอย่างแทบจะแยกไม่ได้ โดยศาสนานั้นมีรากเหง้ามาจากความเชื่อ ความศรัทธาที่จะปฏิบัติตามคำสั่งสอนหรือเนื้อหาของศาสนานั้น ๆ นำไปสู่พิธีกรรมต่างๆที่มุ่งสู่มรรคผล โดยปรัชญานั้นประกอบแนบแน่นกันกับศาสนาในตัวของความรู้ และวิธีการได้มาซึ่งความรู้
ในที่นี้จะกล่าวโดยสังเขปถึงรายละเอียดปรัชญาตะวันออกของแต่ละลัทธิหรือศาสนา อันได้แก่ ปรัชญาจีน ปรัชญาเซน และ ศาสนาฮินดูดังนี้
1.ปรัชญาจีน หลักของปรัชญาจีนแต่นั้นเดิมบูชาเทพเจ้า ต่อมามีประชากรจำนวนมากขึ้น มีสังคม
ความเป็นอยู่ที่ต้องแบ่งปันทรัพยากรกันมากขึ้น เกิดปัญหาการแก่งแย่งชิงดีชิงเด่น ทำให้เกิดนักคิดขึ้นมาเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาสังคม ที่เด่นชัดและเป็นแนวทางปฏิบัติมาจนถึงปัจจุบันได้แก่
1.1 ลัทธิขงจื้อ เน้นความมีคุณธรรม จริยธรรม เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อยและการปกครองที่ดีของสังคม แต่ก็ยังมีบางส่วนที่แสดงถึงความเคร่งครัดจนเกินไป ซึ่งการเกิดลัทธินี้ก็เพื่อให้ประชาชนทั้งหมดอยู่กันอย่างสงบสุข
1.2 ลัทธิเต๋า เน้นความเป็นธรรมชาติ ความเป็นจริง ละวางตัวฉัน ของฉัน การนิ่ง สงบ การปกครองไม่ต้องใช้กฎหมาย ถือว่าการบังคับจะทำให้เกิดความเสื่อมทางจริยธรรม
โดยสรุปแล้วทั้งสองปรัชญาเกิดขึ้นในราชวงค์เดียวกัน มองปัญหาไม่แยกส่วน เกิดเนื่องจากปัญหาความไม่สงบสุขของประชาชน จากการปกครองที่มีความเลื่อมล้ำไม่เป็นธรรม โดยการแย่งชิง การใช้อำนาจ อย่างเห็นแก่ตัว แต่ทั้งสองลัทธิมีแนวทางปฏิบัติที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้ว ทำให้ลูกศิษย์ของแต่ละสำนักเกิดข้อโต้แย้งกันอยู่เนืองๆ แต่ที่แสดงออกอย่างชัดเจนของ 2 ลัทธินี้ก็คือ ลดความวุ่นวายต่างๆ จากการยกระดับของจิตใจ ทำให้เกิดความสงบของจิตใจของตนเองเสียก่อน คือการสร้างความสงบในใจ นั่นเอง
2.ปรัชญาเซนหมายรวมถึง ผู้ชนะ ความใคร่ ความเกลียด การบรรลุความหลุดพ้น เซนยอมรับแหล่ง
การเกิดความรู้จาก 3 แหล่งคือ ประจักษ์ อนุมาน และ ศัพทประมาณ เป็นการส่งผ่านลัทธิหรือความเชื่อ นำไปสู่สิ่งที่เขาเรียกกันว่า Satori ความสงบของจิตใจ หรือความหลุดพ้นนั่นเอง ซึ่งมีหลายนิกาย หลายสำนัก เช่น สำนักรินไซ มีวิธีการคิดอย่างไตร่ตรองลึกซึ้งเรียกว่า โกอาน (Koan) ส่วนสำนักโซะโตะ มีวิธีการนั่งบำเพ็ญสมาธิเรียกกว่า ซาเซ็น (Zazen) บางนิกายก็มีความเชื่อในเรื่องวิญญาณ ชีวะมีอยู่ในทุกตัวตน และมีความเชื่อในเรื่องเป็นชายเท่านั้นที่จะบรรลุได้ และสตรีไม่สามารถบรรลุได้
โดยสรุปปรัชญาเซน ยอมรับในการมีอยู่ของวิญญาณ ยึดหลักการไม่เบียดเบียน ผสมผสาน
การถ่ายทอดนักคิดเพื่อให้เกิด ความสงบของจิตใจ หรือความหลุดพ้น
3.ศาสนาฮินดู เป็นเทวนิยมการนับถือพระเจ้า เริ่มต้นมาจากการพยายามอธิบายสิ่งที่เป็นไปจากการเกิด
เหตุการณ์ทางธรรมชาติ โดยการบูชาสิ่งที่เป็นสมมุติ คือการเคารพนับถือพระเจ้า ที่ทำให้เกิด ทำให้ทำลาย และการปกป้อง โดยหาพิธีกรรมต่างมาบวงสรวงพระเจ้าอันได้แก่ พระพรหมเป็นพระผู้สร้าง พระศิวะเป็นผู้ทำลาย และพระวิษณุหรือพระนารายณ์เป็นผู้ปกป้อง
โดยสรุปการเกิดศาสนาฮินดูขึ้นมา เกิดจากอารยธรรมกลุ่มแม่น้ำสินธุ ซึ่งมีทั้งนับถือเทพเจ้า และไม่นิยมรูปเคารพ มีคัมภีร์พระเวท เป็นเทพโองการเปิดเผยแก่มนุษย์ มีเป้าหมายเพื่อ การแสวงหาความรู้และความสุข ผ่านการปฏิบัติทางพิธีกรรมต่างๆ
จากปรัชญาตะวันออกที่มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับศาสนานั้น พบว่า มีฐานคิดจากความต้องการความสงบในจิตใจเพื่อยกระดับให้จิตใจมีความสูงส่ง หลุดพ้นไปจากความทุกข์ทั้งปวง เน้นในเรื่องการที่คนจะรับรู้สิ่งที่เกิดขึ้น และอยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขร่มเย็น ก็ด้วยความเป็นไปตามธรรมชาติ โดยการยอมรับจากภายใน ไม่มองอย่างแยกส่วนเพราะทุก ๆ ส่วนมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกัน แล้วสามารถแสดงออกภายนอกได้อย่างสมดุล สามารถอยู่ร่วมกันในครอบครัว สังคม ชุมชน และประเทศได้อย่างสงบสุข
7.2 ปรัชญาตะวันตก
ปรัชญาตะวันตก หมายถึง แนวความคิด หลักการ ความรู้ทางปรัชญาที่เกิดขึ้นในซีกโลกตะวันตกทั้งหมด ซึ่งนักปรัชญาเมธีเชื่อชาตินั้นๆ ทางซีกโลกตะวันตกได้คิดค้นขึ้น ก่อให้เกิดขึ้นหรือตั้งสำนักขึ้น โดยปกติแล้วมักจะถือกันว่า ปรัชญาตะวันตกเริ่มก่อตัวขึ้นประมาณ 600 ปี ก่อนคริสตศักราช และเมื่อเกิดขึ้นก็ได้มีความเจริญ วิวัฒนาการทางด้านความรู้ ความคิดเรื่อยมาจนกระทั่งปัจจุบัน
ปรัชญาตะวันตกแบ่งยุคได้ดังนี้
1.ปรัชญาตะวันตก ยุคโบราณ จากการศึกษาย้อนหลัง ไปอย่างน้อยที่สุดในศตวรรษที่ 4 ก่อนคริสตศักราชต่อเนื่องกันมจนถึงปัจจุบันต้องถือว่านักปรัชญาคนแรกของกรีซ คือ ธาเลส เหตุผลที่ส่งให้เป็นปรัชญาคนแรกของกรีก ก็เพราะว่าเป็นคนแรกที่อธิบายเรื่อง จุดกำเนิดของโลกโดยใช้เหตุผลตามธรรมชาติ ไม่มีเรื่องของเทววิทยาเข้ามาเกี่ยวข้อง โดยธาเลส กล่าวว่า ทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากน้ำ ซึ่งเป็นคำอธิบายที่วางพื้นฐานอยู่ที่การค้นหาซากสัตว์ทะเล กลายเป็นหิน ที่เขาค้นพบในบริเวณพื้นดินอยู่ห่างจากฝั่งทะเลมาก การที่ธาเลสให้คำอธิบายเรื่องจุดกำเนิดโลกโดยไม่มีเทววิทยาเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเลยนั้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า โลกที่เขาอยู่ตั้งอยู่ในบริเวณชายฝั่งทะเลของเอเชียไมเน่อร์ ห้อมล้อมด้วยประชาชนหลายชาติ ซึ่งอารยธรรมสูงกว่าของกรีซ ชาติต่างๆ เหล่านั้นมีคำอธิบายในปัญหาเรื่องจุดกำเนิดของโลกทางเทววิทยา แตกต่างไปจากคำอธิบายของชาวกรีซในสมัยนั้น ลูกศิษย์ของธาเลสผู้สร้างทฤษฎีต่อจากเขาคือ อแนกซิแมนเดอร์ แห่งไมเลตุส เป็นผู้พยายามให้คำอธิบายเรื่องจุดกำเนิดและพัฒนาการของโลกอย่างละเอียด ทฤษฎีของ อแนกซิแมนเดอร์ กล่าวว่าโลกพัฒนามาจากอไพรอน ซึ่งมีสภาวะเป็นทั้งอนันต์ และนิรันดร อแนกซิแมนเดอร์สร้างทฤษฎีพัฒนาการของสิ่งมีชีวิตอย่างละเอียดยิ่งขึ้นไปอีก ทฤษฎีของอแนกซิแมนเดอร์ กล่าวว่า “ชีวิตมีความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความชื้นและมีจุดกำเนิดอยู่ในท้องทะเล” นักปรัชญาสื่อต่อจากอแนกซิแมนเดอร์ คือ อแนกซิมีนิส กล่าวว่า อากาศ คือ จุดกำเนิดของทุกสิ่งทุกอย่างและยังกล่าวต่อไปอีกว่า มีสสารชนิดหนึ่งเกิดขึ้นนอากาศเพราะการกลั่นตัวโนวิธีนี้สิ่งที่ธาเลสถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นกลายเป็นกฎพื้นฐาน ซึ่งยังคงมีความสำคัญอยู่อย่างเดิมของพัฒนาการของชีวิต และพื้นฐานลึกลงไป จึงมีกฎอนุรักษ์คือ “กฎดำรงไว้ของสสาร แรง และพลังงาน” ว่าไม่มีการสูญหายไปจากโลกนี้ และกลายเป็นกฎขั้นพื้นฐานในการพัฒนา วิชาฟิสิกส์ในเวลาต่อมา นอกจากนักปรัชญาดังกล่าวแล้ว ยังมีนักปรัชญาคนอื่นๆ อีกหลายท่านซึ่งมีทัศนะแตกต่างกันไป เช่น เฮราคลีตุส กล่าวว่า ปฐมธาตุควรเป็นไฟมากกว่า เพราะไปเป็นพลังงานในตัวเอง จะแปรสภาพตัวเองเป็นอะไรก็ได้และความจริงก็แปรสภาพตัวเองอยู่ตลอดเวลา ปาร์เมนีเด็ส แย้งว่า การเปลี่ยนแปลงทั้งหลายล้วนแต่เป็นมายา มิได้มีจริง สภาพอันแท้จริงของสิ่งทั้งปวงคือ การอยู่นิ่งและธาตุแท้หรือปฐมธาตุของสิ่งทั้งปวงคือ ดิน เอ็มเปโดเคลส์ ได้นำความคิดของทุกฝ่ายมารวมเข้าด้วยกันและมีทัศนะว่าปฐมธาตุมี 4 อย่าง คือ ดิน น้ำ อากาศ และไฟ สิ่งต่างๆ ทั้งหลายเกิดจากการรวมตัวของธาตุ 4 ในอัตราส่วนต่างๆ กัน และการเปลี่ยนแปลงเกิดจากการเปลี่ยนอัตราส่วน สำหรับอแนกซากอรัส เป็นนักปรัชญาคนแรกที่สนใจศึกษาเรื่องของจิต เขาแบ่งแยกและบ่งชัดถึงความแตกต่างระหว่างสสารและจิต และแยกจิตและสสารออกจากกันอย่างเด้ดขาดเป็นการยอมรับว่า สิ่งแท้จริงมีอยู่ 2 อย่างคือ สสารและจิต ทำให้ปรัชญาของเขากลายเป็นทวิวาท จากการที่เขาทำเรื่องของจิตเข้ามาสู่ระบบปรัชญานี้เองทำให้นักปรัชญายุคหลังได้สนใจศึกษาสภาพของจิตของมนุษย์อย่างกว้างขวาง และมนุษย์กลายเป็นศูนย์กลางการศึกษาและความสนใจ
2.ปรัชญาตะวันตกยุคกลาง ปรัชญาตะวันตกยุคกลางหรือสมัยกลางเป็นลักษณะของปรัชญาที่ประนีประนอมคริสต์ศาสนากับปนัชญากรีก ในครึ่งแรกแห่งยุคก็ประนีประนอมโดยใช้ปรัชญาของเพลโตอธิบายคำสอนแนวคิดศาสนา ได้ชื่อลัทธิว่า ปรัชญาปิตาจารย์ หรือลัทธิปิตาจารย์นิยม ในครึ่งหลังแห่งยุค นักปรัชญาหันมานิยมใช้ปรัชญาของอริสโตเติลอธิบาย ได้ชื่อลัทธิว่า ปรัชญาอัสมาจารย์ หรือลัทธิอัสมาจารย์นิยม ครึ่งหลังนี้มีการพยายามใช้ตรรกวิทยาสร้างระบบความคิดกันอย่างจริงจัง
กลุ่มลัทธิปรัชญาที่สำคัญในสมัยกลาง ได้แก่
– ปรัชญาปิตาจารย์ มีระยะเวลาถึงคริสต์ศตวรรษ ที่ 8 นักปรัชญาสมัยนี้เป็นพระนักบุญที่ประชาชนนับถือว่าเป็น ท่านพ่อ ซึ่งได้พยายามนำเอาหลักปรัชญากรีกมาอธิบายตามหลักศาสนาเพื่อสนับสนุนความเชื่อถือเทวนิยมในศาสนาคริสต์ เซนต์ ออกัสติน เป็นนักปรัชญาคนสำคัญ
-ปรัชญาอัสมาจารย์ อยู่ในระยะเวลาคริสต์ศตวรรษ ที่ 9-15 นักปรัชญากลุ่มนี้ล้วนเป็นนักบวชคนสำคัญ เช่น เซนต์ โธมัส อโควนัส ส่วนใหญ่เป็นการใช้ปรัชญาอริสโตเติลอธิบายศาสนาคริสต์ตามหลักเหตุผล
-ปรัชญาอิสลาม อยู่ในระหว่างเวลาคริสต์ศตวรรษ ที่ 10 -11 มีลักษณะเป็นการนำเอาปรัชญาเพลโตและอริสโตเติลมาอธิบายหลักศาสนาอิสลาม นักปรัชญาที่สำคัญ ได้แก่ อิบเบิน ซีนา หรือ อวีเซนนา อิบเบิน รูชด์ หรือ อเวอร์โรเอส
3.ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ ปรัชญาตะวันตกสมัยใหม่ (ค.ศ. 1600 –1700 ) เริ่มขึ้นด้วยการคัดค้านแนวความคิดทางปรัชญาของสมัยกลางที่เน้นหนักในเรื่องศรัทธาในพระเจ้าของศาสนาคริสต์ ที่มุ่งการประนีประนอม ความเชื่อหรือศรัทธาในคริสต์ศาสนา ซึ่งในตอนนั้นได้พยายามเอาปรัชญาของเพลโตมาอธิบายคำสอนศาสนาคริสต์ และต่อมาได้นำเอาปรัชญาของอริสโตเติลมาอธิบายคำสอนของศาสนาคริสต์ เช่นเดียวกัน ยุคกลางตอนต้นนำโดยเซนต์ ออสติน และต่อมานำโดยเซนต์ โธมัส อำควนัส ตามลำดับ เรื่องที่นักปรัชญาสมัยใหม่สนใจก็คือ วิธีหาความจริงตามแบบตรรกวิทยา และระบบใหม่ทางวิทยาศาสตร์ วิวัฒนาการเริ่มจากยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาโดยพระเจ้าชาร์ลมาลย์ นักปรัชญาต่างๆ เช่น กาลิเลโอ เบคน และ เดการ์ต เป็นต้น ได้หยิบยกปัญหาใหม่ที่ควรได้ตอบโดยวิธีการทางตรรกวิทยา และวิธีการทางวิทยาศาสตร์ นักปรัชญาในสมัยนี้ได้ย้ำเป็นพิเศษในเรื่องประสบการณ์ และความสมบูรณ์ของวิชาคณิตศาสตร์ ซึ่งปัญหาทั้งสองนี้นักปรัชญาในสมัยกลางได้มองข้ามไป ระบบแนวความคิดแบบวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการอาศัยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเป็นหลักในการตัดสินแบบวิทยาศาสตร์ เป็นวิธีการอาศัยประสบการณ์ทางประสาทสัมผัสเป็นหลักในการตัดสินความรู้ระบบนี้ เรื่องว่า ประสบการณ์นิยม มีจอห์น ลอค จอร์จ บาร์คลีย์ เดวิด ฮิวม์ เป็นผู้สนับสนุนทฤษฎีนี้ ส่วนแนวความคิดระบบคณิตศาสตร์เป็นวิธีที่จะหาความจริงได้อย่างถูกต้อง แม่นยำ และแน่นอน กว่าของฝ่ายประสบการณ์นิยม เพราะวิธีการของคณิตศาสตร์สามารถดำเนินไปเป็นชั้นๆ อย่างมีเหตุผล จากง่ายไปหายาก ให้ความจริงสากลระบบนี้เรียกว่า เหตุผลนิยม มี เดการ์ต เป็นผู้นำ สปิโนชา ไลบ์นิช เป็นผู้สนับสนุน ต่อมา อิมมานูเอ็ล ค้านท์ ได้ค้นพบข้อบกพร่องของปรัชญาทั้งสอง (แบบวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์) จึงวางแนวความคิดใหม่ โดยพยายามประนีประนอมปรัชญาทั้งสองสาย โดยชี้ให้เป็นความบกพร่องของวิธีการทั้งสองสายและประสานปรัชญาทั้งสองนั้นเข้าด้วยกันอย่างมีเหตุผล
4. ปรัชญาตะวันตกสมัยปัจจุบัน ปรัชญาตะวันตก สมัยปัจจุบันเริ่มต้นหลังจากปีที่ ค้านท์สิ้นชีวิต เป็นต้นมาจนถึงปัจจุบัน ปรากฏว่าแนวความคิดของค้านท์มีอิทธิพลต่อนักปรัชญาสมัยนี้มาก แทบทุกคนจะเชื่อทฤษฎีของค้านท์ที่ว่าสมรรถภาพในการคิดของทุกคนมีกลไกคล้ายคลึงกัน จึงได้รับความรู้คล้ายๆกัน แต่นักปรัชญาส่วนใหญ่ไม่ยอมรับโครงสร้างของกลไกการรับรู้ของค้านท์ พวกเขาเห็นพ้องกันว่ากลไกการรับรู้ซับซ้อนยิ่งกว่านันจึงได้พยายามอธิบายเรื่องนี้ต่างๆ นานา เรียกลัทธิเหล่านี้ว่า ลัทธิค้านท์ใหม่ ซึ่งต่างก็ขบคิดปัญหาสำคัญประการหนึ่งว่า สมองของคนเราทำกิริยาอย่างไรในขณะที่เรากำลังคิด ผลแห่งความพยายามดังกล่าวทำให้เกิดลัทธิปรัชญาขึ้นมาอีกมากมาย มีลักษณะแตกต่างกันเป็นกลุ่มๆ เช่น
1. อัชฌัตติกญาณนิยม เชื่อว่าความรู้ที่ได้รับประสาทสัมผัสและจากการคิดหาเหตุผลนั้นไม่ถูกต้องเที่ยงตรงเสมอไป ความรู้ที่เกิดจากการหยั่งรู้เป็นความรู้ที่ แน่นอน อัชฌัตติกญาณ เป้นสิ่งเดียวกับเหตุผลเชิงปฏิบัติของค้านท์ ซึ่งจะต้องได้รับการฝึกฝนจนถึงขั้นสมบูรณ์แบบจึงจะใช้การได้ คือ สามารถมองเห็นความเป็นจริงได้ ลัทธินี้ยังมีกลุ่มย่อย คือ
1.1 จิตนิยมแบบเยอรมัน เอเกล ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปรัชญาในด้านนี้ดีที่สุด เขาเห็นว่าถ้าคนเราได้ฝึกฝนอัชฌัตติกญาณจนถึงขั้นสูงสุดแล้ว ก็จะเข้าใจแจ่มแจ้งว่าสิ่งที่แท้จริงเดิมคือจิต ภายหลังลัทธิได้รับการพัฒนาเป็นลัทธิเฮเกลใหม่อีกหลายสาขา เช่น จิตนิยมแบบอังกฤษ แบบฝรั่งเศส แบบอิลาลี และแบบอเมริกัน เป็นต้น
1.2 ชีวิตนิยม ถือว่าอัชฌัตติกญาณขั้นสูงสุดทำให้คนเราเข้าใจสิ่งที่แท้จริงได้ซึ่งเป็นพลังผลักดันให้มีชีวิต นักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่ แบร์กซอง
1.3 สสารนิยมและปฏิพัฒนา ถือว่าถ้าฝึกฝนอัชฌัตติกญาณให้ถึงขั้นสูงสุดก็จะเข้าใจความแท้จริงว่าสสารเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่ มาร์กซ์
2. ปฏิบัตินิยม ลัทธินี้ยึดถือว่าปัจจุบันสำคัญกว่าอนาคต สิ่งที่ปฏิบัติแล้วได้ผลดีถือว่าถูกต้อง ถ้าปฏิบัติแล้วไม่ดีก็ต้องปรับปรุงให้ดีขึ้นนักปรัชญาคนสำคัญ เช่น วิลเลียม เจมส์ จอห์น ดิวอี้
3. ปฏิฐานนิยม ลัทธินี้ยึดสิ่งที่เป็นความจริงคือ สิ่งที่เรารู้ได้ด้วยวิธีการทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางศาสนาและปรัชญาเป็นสิ่งไม่จริง นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่ กองต์
4. ปฏิฐานนิยมใหม่ ลัทธินี้ยึดถือสิ่งที่สามารถทดสอถือว่าเป็นจริงสามารถทดสอบได้ด้วยวิธีการทางฟิสิกส์ถือว่าเป็นจริง นักปรัชญาคนสำคัญ คือชลิก
5. อัตถิภาวนิยม ลัทธินี้ยึดถือมนุษย์ว่ามีเสรีภาพที่จะคิดอะไรได้โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลอะไรเลย นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่ ชาร์ตร์ ไฮเด็กเกอร์
6. สัจนิยมใหม่ ลัทธินี้ยึดถือว่าปัจจุบันมนุษย์ไม่ประจักษ์ชัดว่ากลไกของสมองทำงานอย่างไร จึงยังไม่แน่ใจว่าความรู้จากประสาทสัมผัสกับการคิดหาเหตุผลอันไหนถูกต้อง ฉะนั้นควรยึดหลักผสมผสานระหว่างประสาทสัมผัสกับการคิดหาเหตุผลไปก่อน นั้นก็คือหลักของทฤษฎีอนุมานนิยมของค้านท์นั่นเอง นักปรัชญาคนสำคัญ คือ มัวร์ รัสเซล เป็นต้น
7.อัสมาจารย์นิยมใหม่ ลัทธินี้ยึดถือปรัชญาอัสมาจารย์สมัยกลางหลอมแนวคิดปรัชญาทั้งทางตะวันตกและตะวันออกเข้าด้วยกัน เป็นปรัชญาใหม่ที่สมบูรณ์ที่สุด เรียกว่า ปรัชญาสากล นักปรัชญาคนสำคัญได้แก่ มารีแตง
8.ปรัชญาวิเคราะห์ ลัทธินี้ยึดถือว่าความขัดแย้งในเรื่องทัศนะทางปรัชญาโบราณ ซึ่งเกิดจากความบกพร่องในด้านภาษาที่ใช้ กับความบกพร่องในด้านกระบวนการดำเนินเหตุผล ถ้าขจัดปัญหา / 2 ประการนี้ ความยุ่งยากในแวดวงปรัชญาก็จะหมดไป นักปรัชญาคนสำคัญ ได้แก่ วิตเกน สไตน์
ดังนั้น ความเชื่อของมนุษย์เมื่อประมาณ สองพันกว่าปีมานี้ เริ่มหันเหความคิดออกจากเรื่องพระเจ้าสร้างสิ่งต่างๆ โดยตั้งสมมติฐานใหม่ว่า สรรพสิ่งในโลกเกิดจาก ดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศ ปรมาณู เป็นต้น ลักษณะแนวความคิดทำนองนี้คือจุดเริ่มต้นของปรัชญาแนวคิดสมัยแรก และได้มีการพัฒนาแนวคิดทางปรัชญานี้จนกระทั่งถึงปัจจุบัน และก้าวหน้าต่อไปเรื่อยๆ จากการพัฒนาแนวคิดของปรัชญานี้ทำให้แนวความคิดแยกออกเป็น 2 ลักษณะ คือ จิตนิยม กับ วัตถุนิยม และเห็นว่าความแท้จริงมีนามธรรมกับรูปธรรม นามธรรมสัมผัสได้ด้วยจิตหรือความคิด เท่านั้น ส่วนรูปธรรมจะสัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เป็นสสารที่มีตัวตน
8.นักปรัชญา
8.1นักปรัชญาตะวันตก
-ธาเลส (Thales) ได้รับการยกย่องให้เป็นบิดาของปรัชญาตะวันตก ธาเลสเป็นคนแรกที่คำนวณหาความสูงของพีระมิดในอียิปต์โดยใช้เงา เขาได้ทำนายว่าจะเกิดสุริยคราสล่วงหน้าซึ่งได้เกิดขึ้นก่อนพุทธศักราช 42 ปี รู้จักพิสูจน์ทฤษฎีบททางเรขาคณิต เช่น เส้นผ่านศูนย์กลางจะแบ่งครึ่งวงกลม มุมที่ฐานของรูปสามเหลี่ยมหน้าจั่วเท่ากัน และมุมในครึ่งวงกลมเป็นมุมฉาก เป็นต้น
ทฤษฏีของธาเลส
น้ำเป็นสิ่งที่เห็นได้ จับต้องได้ แต่เป็นอนันต์หรือไม่มีค่าจำกัด ไม่ใช่วิทยาศาสตร์ ขึ้นกับการสังเกตและการทดลองและผลิตผลลัพธ์ ปรัชญาขึ้นกับเหตุผลและไม่ผลิตผลลัพธ์
-เพลโต ( Plato) (ประมาณปี 427-347 ก่อนสากลศักราช) เป็นนักปรัชญากรีก.เพลโตได้รับอิทธิพลอย่างมากจากแนวคิดของโสกราตีส นักปรัชญาผู้มีชื่อเสียงและเหล่าศิษย์ของพีทากอรัสผู้เป็นนักคณิตศาสตร์และนักปรัชญากรีก
แนวความคิดของเพลโต จะมีความเชื่อมั่นในเรื่องคุณธรรม และจริยธรรมเหมือนโสกราตีส ช่วงวัยกลางคน เพลโตเขียนมหาคัมภีร์ทางรัฐศาสตร์ชื่อ “The Republic” หรือ “อุตมรัฐ“ (อุ-ตะ-มะ-รัด) หรือรัฐในอุดมคติ คือลักษณะของรัฐที่ดีที่จะทำให้คนมีความสุข ซึ่งเพลโตต้องการให้มีขึ้น โดยมีแนวความคิดที่สำคัญ ดังนี้
1. อุตมรัฐ (The Republic)
1.1 อำนาจและความยุติธรรม : เพลโตมีทรรศนะว่าอำนาจนั้นจะชอบธรรมต่อเมื่อมีประชาชนผู้อยู่ใต้อำนาจนั้น ยินดีปฏิบัติตามด้วยความสมัครใจ
1.2 การปกครองเป็นศิลปะ : เพลโตจึงเห็นว่าการปกครองเป็นศิลปะที่สำคัญที่จะทำให้คนส่วนใหญ่เห็นพ้องต้องกัน ซึ่งจะทำให้การปกครองนั้นเป็นไปโดยราบรื่น
1.3 ธาตุแท้ของบุคคลในสังคม : เพลโตเห็นว่ามนุษย์มีความแตกต่างกันตามธรรมชาติมาตั้งแต่กำเนิด
2. นิติรัฐ (Laws) รัฐแห่งกฎหมาย
2.1 เพลโต ได้นำเสนอแนวคิดใหม่ เขียนหนังสือชื่อ LAWS (นิติรัฐหรือรัฐแห่งกฎหมาย) โดย ยอมรับให้มีรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดในการปกครองประเทศ
2.3.2. เพลโตกำหนดไว้ด้วยว่ารัฐที่ดีควรตั้งอยู่ชายฝั่งทะเล จะได้สามารถติดต่อค้าขายกับแคว้นอื่นๆ ได้ และให้แบ่งคนในรัฐออกเป็น 12 แคว้น (ตามหลัก 1 ปีมี 12 เดือน) โดยให้ประชาชนในแต่ละรัฐเลือกตัวแทนขึ้นมาทำหน้าที่ 3 ส่วน คือ
1. นิติบัญญัติ – สภาล่าง ทำหน้าที่บัญญัติกฎหมาย
2. บริหาร – สภามนตรี
-อดัม สมิธ เป็นชาวสก็อตแลน เป็นเจ้าของทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ลัทธินิยม ได้รับการยกย่องว่าเป็นบิดาแห่งเศรษฐศาสตร์ ทฤษฎีของสมิธมีผลกระทบต่อยุโรป ทำให้ยุโรปเข้าสู่ระบบการค้าเสรีนิยม ผลงานต่างๆ เช่น ทฤษฎีว่าด้วยศีลธรรมเร้าอารมณ์ ความมั่งคั่งเกิดจากการค้าเสรี
8.2 นักปรัชญาตะวันออก
-เล่าจื๊อ เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงชาวจีนที่สุดท่านหนึ่ง เล่าจื๊อได้เขียนตำราอันเป็นแบบแผนในทางเต๋า นั่นคือ “เต๋าเต็กเก็ง ซึ่งเป็นผลงานทางลัทธิเต๋าที่ยังคงตกทอดมาถึงยุคปัจจุบันนี้ เล่าจื๊อเป็นนักปราชญ์ที่เชี่ยวชาญทางเต๋า ประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์
มีแนวคิดที่มีคุณค่าและยังคงมั่นคงในโลกยุคสมัยใหม่ที่เหมาะกับนักคิดในรุ่นปัจจุบันสามารถศึกษาให้เข้าใจได้อย่างง่ายดาย พร้อมการนำเอามาเป็นแนวคิดในการดำเนินชีวิตและการทำงานได้เป็นอย่างดี ปรัชญาและวิถีแห่งเต๋าเน้นที่ความสันโดษ ความกลมกลืนไปกับธรรมชาติ เพราะปัญหาของมนุษย์นั้นไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการสร้างกฎกติกาขึ้นมาโดยมนุษย์ด้วยกัน เพื่อนำมาบังคับใช้ในสังคม แต่ที่สุดของความสุขคือความนอบน้อมถ่อมตนอยู่กับธรรมชาติ ก็เช่นเดียวกับการทำงานที่เมื่อเข้าสู่องค์กรก็ต้องรู้จักนอบน้อมถ่อมตน ทำตัวให้ดูกลมกลืนไปกับธรรมชาติขององค์กร และเมื่อมีเรื่องที่ไม่ถูกใจก็ใช่ว่าจะเพียงตั้งกฎขึ้นมาบังคับเพียงเท่านั้น แต่จะต้องเน้นความรับผิดชอบร่วมกัน และสามารถอยู่ร่วมกันได้ด้วยความถ่อมตนอีกด้วย
-ซือหม่าเชียนเป็นนักประวัติศาสตร์และนักประพันธ์วรรณคดีในสมัยราชวงศ์ฮั่นตะวันตกของจีนเมื่อกว่า 2 พันปีก่อน บิดาของเขาเป็นขุนนาง ทำหน้าที่บันทึกประวัติศาสตร์ในราชสำนักฮั่น ว่ากันว่าซือหม่าเชียนเป็น คนช่างคิดตั้งแต่เด็ก เขามักจะมีความคิดเห็นที่เป็นตัวของตัวเอง เกี่ยวกับบุคคลและเหตุการณ์สำคัญสมัยก่อนในตำนานต่างๆ เมื่อเขายังหนุ่ม เขาเคยออกเดินทางไปทัศนาจรทั่วประเทศ เพื่อศึกษาชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ขนบธรรมเนียม สภาพสังคม เศรษฐกิจและเกษตรกรรม เยี่ยมเยือนสถานที่ ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงในท้อง ถิ่นต่างๆของจีน รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับ บุคคลและเหตุการณ์สำคัญในประวัติศาสตร์
กลุ่มที่ 13 การประยุกต์แนวคิดการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนไปใช้พัฒนาสถานศึกษา
ทิศทางการพัฒนาผู้เรียน
สร้างเด็กและเยาวชนไทยให้มีความรู้ความสามารถ และมีทักษะในการประยุกต์ให้เข้าถึงเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆ สร้างความคิดของเด็กและเยาวชนไปสู่สิ่งใหม่ๆ สิ่งที่ท้าทาย สิ่งที่ยากขึ้น เมื่อใดก็ตามที่เด็กและเยาวชนมีความคิดว่ายิ่งยากยิ่งท้าทาย นั่นคือความสำเร็จของการยกระดับคุณภาพการศึกษาของชาติ แต่ถ้าเด็กและเยาวชนพยายามหลีกหนีสิ่งท้าทายไปหาสิ่งที่ ยากลำบากน้อยกว่า หรือใช้ความพยายามน้อยกว่า ถือว่าไม่ ประสบความสำเร็จในการยกระดับคุณภาพการศึกษาไทย
แนวคิดการจัดการศึกษาสร้างสรรค์
การจัดกระบวนการเรียนรู้ในรูปแบบ Project-Based Learning: PBL ที่ถูกกระตุ้น ให้นักเรียนเกิดคำถามอยากรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-Based Learning) เกิดความต้องการสืบ ค้นหาคำตอบที่ถูกอ้างอิงด้วยทฤษฎีความรู้ โดยมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับกลุ่มเพื่อน และร่วมกันลงมือ ปฏิบัติเพื่อพิสูจน์ยืนยันสมมติฐานคำตอบ เกิดจิตนาการพัฒนาผลงาน และนวัตกรรมที่ทำให้การ ดำรงชีวิตมีคุณภาพในโลกแห่งอนาคตของศตวรรษที่ 21 ได้นำขั้นตอนของ QSCCS มาทำกรอบลงสู่การปฏิบัติ
แนวทางการศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง ในสังคมประชาธิปไตย
การศึกษาเพื่อสร้างพลเมือง หรือที่เรียกว่า Civic Education ก็คือการนำเอาการเมืองกับการศึกษา เชื่อมโยงกันนั่นเอง เพราะโดยปกติแล้วกิจกรรม 2 ด้านนี้มีอยู่แล้ว ทุกสังคม แต่จุดเชื่อมโยงไม่ค่อยจะมี
การศึกษาเพื่อสร้างพลเมืองใน ระบอบประชาธิปไตย พูดง่ายๆ ก็คือว่า เป็นความพยายามอย่างจริงจัง และต่อเนื่องที่จะช่วยกันสร้างพลเมืองใหม่ เพื่อทดแทนคนรุ่นเก่า หรือ ปรับปรุงทัศนคติของคนรุ่นเก่าให้มีลักษณะที่สอดคล้องเอื้ออำนวยต่อการ ปกครองในระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น
การประยุกต์แนวคิดการจัดการศึกษา
1. การพัฒนาหลักสูตรที่ก่อให้เกิดความ ยั่งยืนในระดับต่างๆ ของการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นการศึกษา พื้นฐาน การศึกษาระดับอาชีวศึกษา หรือระดับอุดมศึกษา ควรจะเป็นการจัดหลักสูตรที่มีเนื้อหาในการเรียนรู้ที่ เกี่ยวกับ
1.1) องค์ประกอบทั้ง 3 ของการพัฒนาที่ ยั่งยืน
1.2) การพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมสีเขียว
1.3) การเรียนรู้เกี่ยวกับสภาพความหลากหลายแตกต่างของวัฒนธรรมของประชากรโลก
2. การพัฒนาผู้สอนและผู้เรียนให้มี สมรรถนะ (Competencies) ในด้านต่างๆ คือ
2.1) การคิดเชิงวิเคราะห์
2.2) การวาดภาพอนาคตที่พึงประสงค์
2.3) การตัดสินใจในการดำรงชีวิตอยู่ร่วม กันกับบุคคลอื่นและด้านสภาพแวดล้อมในลักษณะสมดุล
2.4) การพัฒนาองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับปรากฏการณ์และการเปลี่ยนแปลงของโลก
3. การพัฒนาผู้อยู่นอกระบบการศึกษา และขาดโอกาส ให้มีความเสมอภาพและลดความเหลื่อมล้ำ ทางโอกาส ด้วยการมีการจัดการศึกษาให้ประชากรที่ไม่อยู่ ในกลุ่มของการศึกษาในระบบ ได้มีบทเรียน แบบเรียน ความรู้ที่ถ่ายทอดอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องด้วยการใช้ เทคโนโลยีที่เหมาะสม
ความแตกต่างระหว่างการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในประเทศไทยและต่างประเทศ
การศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทของไทยมุ่งปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้ของคนไทย เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านความรู้ ทักษะ ความเข้าใจ ทัศนคติ ระบบความเชื่อต่างๆ ตลอดจนพฤติกรรมของบุคคลเพราะเป็นกระบวนการต่อเนื่อง
สำหรับการศึกษาในต่างประเทศอย่างประเทศฟินแลนด์ที่ขึ้นชื่อว่ามีระบบการศึกษาดีที่สุดในโลกจะไม่มีมาตรฐานการศึกษาของชาติเป็นการเฉพาะ แต่มีหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน ซึ่งคล้ายกับไทย โดยจะมุ่งปฏิรูปการศึกษาเพื่อยกระดับมาตรฐานการศึกษาทั้งระบบ และเด็กทุกคนจะได้รับการพัฒนาไปพร้อมๆกันอย่างเท่าเทียมกัน และจะให้ความสำคัญกับเด็กที่เรียนอ่อนมากกว่าเด็กที่เรียนเก่ง
ข้อดีของโรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป็นการเปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงความสามารถของแต่ละคนออกมาได้อย่างเต็มที่ ไม่ปิดกั้น อีกทั้งยังเป็นการให้ความสำคัญกับการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียนในแต่ละช่วงวัยได้อย่างเหมาะสม โดยเน้นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาสติปัญญาผู้เรียนเป็นหลัก และผู้สอนต้องทำตัวเป็นลักษณะเดียวกับผู้เรียนเพื่อให้มีความคุ้นเคยกับผู้เรียน
ข้อเสียของโรงเรียนที่มีการจัดการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
ไม่สามารถเจาะลงไปได้ทุกโรงเรียน เพราะส่วนใหญ่ยังยึดหลักแนวความคิดแบบเดิม กว่าจะเป็นที่ยอมรับและปรับเปลี่ยนได้ต้องใช้ระยะเวลาอันยาวนาน